"6 เทรนด์ท่องเที่ยวต่อจากนี้

มิถุนายน 27, 2022

"การเดินทางท่องเที่ยวนับจากนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ทั้งจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวตั้งแต่ก่อนช่วง Covid-19

6 เทรนด์ท่องเที่ยวต่อจากนี้

การเดินทางท่องเที่ยวนับจากนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ทั้งจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวตั้งแต่ก่อนช่วง Covid-19 การเปลี่ยนผ่านของ generation โดยมี Covid-19 เป็นตัวเร่งที่ทำให้ทุกอย่างเห็นได้ชัดเจนขึ้น แม้กระทั่งการเดินทางแบบ group หรือ tour ที่สมัยก่อนนิยมกันเนื่องจากความสะดวก และยังช่วยประหยัดต้นทุนการเดินทางหลาย ๆ อย่างได้ ก็จะเริ่มเห็นว่านับตั้งแต่ที่การเดินทาง การค้นหาข้อมูล การจองตั๋ว ที่พัก ต่าง ๆ ง่ายมากขึ้น ทำให้การเดินทางด้วยตัวเองกับครอบครัว หรือกลุ่มเพื่อน ๆ ที่ในภาษาการท่องเที่ยวจะเรียกสั้น ๆ ว่า FIT (Free Independent Traveller หรือ Free Individual Traveller) มีสัดส่วนมากขึ้น ยิ่งเฉพาะนับตั้งแต่เกิด Covid-19 ขึ้น หลายธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อให้รองรับกับกลุ่มของนักท่องเที่ยวและเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้

health and hygiene (สุขภาพ สุขอนามัย)

health and hygiene (สุขภาพ สุขอนามัย) ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ชัดมากว่าคนเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองกันมากขึ้น ทั้งเทรนด์การออกกำลังกาย การเลือกรับประทานอาหาร ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ผลิตออกมา โดย Covid-19 เป็นตัวกระตุ้นอย่างดีให้คนใส่ใจสุขภาพอยู่แล้ว หรือแม้กระทั่งคนที่ยังไม่ได้ใส่ใจมาก เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ ความสะอาดจากสิ่งรอบตัวมากขึ้น ในมุมของการท่องเที่ยวก็เช่นกัน นักท่องเที่ยวเริ่มที่จะเลือกท่องเที่ยวในสถานที่ที่สภาพแวดล้อมที่มีความสะอาด มีการจัดการเรื่องสุขอนามัยที่ดี

sustainability (ความยั่งยืน)

sustainability (ความยั่งยืน) คำว่า global warming หรือ climate changes เป็นคำที่ติดหูเรามานานมากแล้ว มีบุคคลจากหลายวงการออกมากระตุ้นให้ทั่วโลกหันมาสนใจในเรื่องนี้ โดยในตอนนี้คนรุ่นที่เป็น generation Y ลงมา ยิ่งให้ความสำคัญมากขึ้น และโดยสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของตัวเอง ซึ่งการปรับเปลี่ยนนี้เองที่ทำให้การเลือกสินค้า เลือกบริการ และการเลือกเที่ยว ก็ปรับเปลี่ยนไปด้วย การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เป็นสิ่งที่หลายธุรกิจท่องเที่ยวเริ่มนำมาทำ campaign เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวเหล่านี้

tion tion (ชั่นชั่น)

tion tion (ชั่นชั่น) ตั้งแต่มี Covid-19 มา เราเริ่มที่จะได้ยินคำเทรนด์ที่มีคำต่อท้ายว่า tion ซึ่งก็คือรูปแบบการท่องเที่ยวที่เริ่มเกิดขึ้นในช่วง Covid-19 นี้ แบ่งออกมาเป็น 3 เทรนด์ 

staycation — จริง ๆ แล้ว staycation เริ่มนิยมจากวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐ และในยุโรปช่วงปี 2007 - 2010 ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และจากค่าเงินบางประเทศที่อ่อนลงมาก ก็ไม่อยากที่จะเดินทางข้ามประเทศ จึงเริ่มเกิดการท่องเท่ียวแบบ staycation มากขึ้น ซึ่ง keyword ของมันคือคำว่า “ใกล้” ส่วน vacation คือการพักร้อน หาความสุข หาประสบการณ์ใหม่ๆ ดังนั้นเมื่อรวมกันจึงเกิดเป็นการท่องเที่ยวที่เดินทางไม่ไกลจากเมืองที่พัก หรืออาจจะเป็นเที่ยวในเมืองของตัวเองก็ได้ ซึ่งเทรนด์นี้ก็ยิ่งมาแรงในช่วง Covid-19 เพราะว่าคนยังกังวลในเรื่องของการเดินทาง โดยคนกรุงเทพฯอาจจะเดินทางขับรถไปเที่ยวในจังหวัดใกล้ ๆ หรือแม้แต่เที่ยวในสถานที่ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยไปในกรุงเทพ อาจจะเปลี่ยนไปค้างคืนโรงแรมวิวสวย ๆ รอบกรุงเทพแทนที่จะอยู่บ้าน 

workation — ก่อนหน้านี้หลายคนอาจจะไม่คิดว่า work กับ vacation อยู่ด้วยกันได้ อย่างมากก็คงเป็นแค่ business trip ที่เพิ่มการเที่ยวนิดหน่อย และก็ยังไม่มีใครกล้าพิสูจน์ว่ามันทำได้มั้ย แต่เมื่อมี Covid-19 ทำให้การทำงานที่ออฟฟิศเป็นเรื่องยาก ทุกบริษัทต้องให้พนักงาน work from home จึงเหมือนเป็นการพิสูจน์กลาย ๆ ว่าจริง ๆ แล้วออฟฟิศที่ก่อนหน้านี้เหมือนจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อต้องทำงาน ก็ถูกลดบทบาทลงไป เนื่องจากพนักงานก็สามารถทำงานร่วมกับคนอื่นได้แม้จะไม่ได้อยู่ในสถานที่แห่งเดียวกัน เส้นแบ่งระหว่าง work กับ vacation จึงลดลงไป ให้คนสามารถทำงานร่วมกันได้จากที่ไหนก็ได้บนโลก 

digital nomad — คือกลุ่มคนที่มีอิสระในสถานที่ทำงานที่สูงมาก ออฟฟิศไม่มีความจำเป็นสำหรับคนกลุ่มนี้ พวกเขาสามารถเดินทางไปเรื่อย ๆ รอบโลก และทำงานไปพร้อมกันได้ ซึ่งเป็น lifestyle ที่จะเป็นท่ีนิยมมากขึ้นต่อจากนี้

digitalization (เทคโนโลยี)

digitalization (เทคโนโลยี) คำนี้กลายเป็นคำติดหูในทุกอุตสาหกรรมของโลกธุรกิจ ซึ่งทุกธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมือน Covid-19 เป็นเหมือนยาเร่งให้เทคโนโลยีที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นในอนาคต กลายเป็นเทคโนโลยีที่แพร่หลายในตอนนี้ไปแล้ว ในโลกของการท่องเท่ียวก็เช่นกัน หลายธุรกิจเริ่มนำเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อทำให้เกิดความพึงพอใจต่อลูกค้าให้มากที่สุด ทั้งสิ่งที่ลูกค้าสามารถมองเห็นได้ชัดเจนเลย อย่างเช่นการ check-in online ของสายการบินหรือโรงแรม การเลือกห้องพักแบบ virtual (เสมือนจริง) จนไปถึงสิ่งที่ลูกค้าไม่สามารถจับต้องได้ เช่น การนำเอาข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้ามาใช้ในการวิเคราะห์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการกลุ่มลูกค้าให้มากที่สุด

Haah (Hotel as a Hub)

Haah (Hotel as a Hub) ในสมัยก่อน ที่พัก เป็นสิ่งที่จำเป็นเกือบจะที่สุดที่ลูกค้าจะต้องหาเป็นอย่างแรก ๆ เมื่อจะไปเที่ยว แต่ด้วยการเข้าถึงเทคโนโลยี รวมถึงการมี platform ต่าง ๆ ที่เป็น marketplace เกิดขึ้นเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง OTAs (Online Travel Agency) เช่น Agoda, Booking.com, Expedia, Traveloka หรือแม้กระทั่งการปล่อยเช่าที่พักอย่าง Airbnb ก็ทำให้ห้องพักเกิดขึ้นมากมาย และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ลูกค้าสามารถเปรียบเทียบที่พักแต่ละที่ผ่านทาง smartphone ได้เลย เมื่อรวมกับการที่คนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน ตั้งแต่ generation Y ลงมา ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ได้รับจากการเดินทาง ทำให้ความจำเป็นในการเลือกห้องพักเป็นอันดับแรก ๆ อาจจะลดน้อยลงกว่าสมัยก่อน ยกตัวอย่างเช่น นักท่องเที่ยวบางกลุ่มอาจจะให้ความสำคัญกับประสบการณ์จากการรับประทานอาหาร ก็อาจจะให้ความสำคัญกับการจองร้านอาหารมากกว่า แล้วค่อยมาเลือกที่พักที่จะสะดวกต่อการเดินทางไปร้านอาหารต่าง ๆ แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ที่พัก หรือ โรงแรม ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการเดินทาง ดังนั้นธุรกิจโรงแรมสามารถปรับมาเพื่อ support กลุ่มลูกค้าดังกล่าว โดยทำให้โรงแรมเปรียบเสมือน hub ที่สามารถ connect กับแหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหารต่าง ๆ ได้ ทั้งการให้ข้อมูล การรับจอง เป็นต้น ซึ่งสามารถต่อยอดไปทำเป็น package ร่วมกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอื่น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ และเพิ่มการขายห้องพักให้กับธุรกิจโรงแรมได้ โดยลูกค้าก็จะได้ประสบการณ์มากขึ้นจากคำแนะนำที่เป็น local จากคนในพื้นที่โดยตรงได้อีกด้วย

personalization (การตลาดแบบเฉพาะบุคคล)

personalization (การตลาดแบบเฉพาะบุคคล) การที่เราได้เก็บตัวอยู่บ้านในช่วง Covid-19 ก็คงทำให้หลาย ๆ คนได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น มีเวลาให้กับตัวเองมาขึ้น ทบทวน ศึกษา ความเป็นตัวเองมากขึ้น โดยเป้าหมายของการทำตลาดแบบ personalization คือการทำให้สินค้า หรือ บริการ เพื่อให้ “คนนั้น ๆ” ไม่ใช่กลุ่มนั้น ๆ พึงพอใจมากที่สุด โดยการนำข้อมูลของลูกค้ามาวิเคราะห์และคาดการณ์พฤติกรรมของลูกค้าคนนั้น ๆ เป็นรายบุคคล ยกตัวอย่างเช่น Netflix หรือ Youtube ที่มี algorithm ในการนำข้อมูลการเข้าชม content ต่าง ๆ มา recommend content ที่เหมาะสมกับลูกค้าคนนั้น ๆ ได้เลย ในธุรกิจโรงแรมก็สามารถทำได้ด้วยการเก็บข้อมูลการเข้าพัก การใช้บริการต่าง ๆ ของลูกค้ารายนั้น ๆ มาใช้ โดยธุรกิจโรงแรมอาจจะต้องมีการเทรนพนักงานของตัวเอง ให้ช่างสังเกต ศึกษาพฤติกรรมของลูกค้า และบันทึกข้อมูลลงไป ๆ เพื่อที่ในวันต่อ ๆ ไปของการเข้าพัก หรือครั้งต่อ ๆ ไป จะทำให้ลูกค้าท่านนั้น ๆ ได้รับการบริการแบบที่ตัวเองพึงพอใจได้ ถ้าจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ให้ลองคิดว่าเราเข้าไปพักโรงแรมซักแห่งหนึ่ง โดยพนักงานต้อนรับ หรือพนักงานเสิร์ฟในห้องอาหาร สามารถจำชื่อเราได้ตั้งแต่วันแรก ๆ และยังรู้ว่าในมื้อเช้าเราชอบดื่มน้ำส้ม พร้อมกับไข่ดาวแบบไม่สุก เป็นต้น

จาก 6 เทรนด์เหล่านี้ นักท่องเที่ยว หรือ ธุรกิจท่องเที่ยว อาจจะได้สัมผัสกับตัวเองมาซักระยะแล้ว โดยธุรกิจท่องเที่ยวหลายแห่ง ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการเพื่อรองรับกับเทรนด์เหล่านี้ไปแล้ว ถ้าหากว่าต้องการรับรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทรนด์เหล่านี้ และการปรับตัวของธุรกิจโรงแรมสามารถดูได้ที่คลิปด้านล่าง 

 Credit: BOTLC Skift McKinsey Marketing 5.0